| tukta's profileตะวันส่องใสแดดฉายลงมา ท...PhotosBlog | Help |
|
December 30 สักวันต้องได้ดีสำหรับปีหน้า จนวันสุดท้ายของชีวิต
สักวันต้องได้ดี
คนบางคนชีวิต ช่างยากช่างเย็นเหลือเกิน
เดินกันไป ไม่เคยจะได้ดี
แต่ตัวเราเอง ยังหวัง ด้วยพลังที่มี
จึงทำความดี ไม่เคยจะท้อใจ
อย่างน้อย สิ่งที่เรานั้นทำลงไป
ไม่คิดอะไร ก็แค่ภูมิใจที่เป็นคนดี
อย่างน้อย ก็บอกตัวเอง หนทางยังมี
แม้ว่าวันนี้ มันช่างโหดร้าย
ก็ยังคงทำดี ไม่เคยหวั่น รู้ว่าสักวัน ต้องได้ดี
คนบางคน บางครั้ง ต้องทุกข์ ต้องทน ก็มี
แต่คนดี ๆ ไม่มีวันแพ้ภัย
กาลเวลาเท่านั้น ที่ช่วยให้เราเข้าใจ
ลงเอยยังไง ก็คงจะรู้เอง.....
ไม่ได้เป็นคนดีอะไรขนาดนั้นหรอกนะ แค่ไม่เบียดเบียนใคร
ทำความดี เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่าที่คนเล็ก ๆ อย่างเราจะทำได้เท่านั้นแหล่ะ
และก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อะไรดี ๆ ตอบกลับมา เรารู้อยู่แก่ใจก็พอแล้วนี่เนอะ แอบสุขเงียบ ๆ
แล้วก็มีแฟนซักทีนะเราน่ะ รุ่นพี่ รุ่นน้อง เพื่อน แต่งงานกันไปหลายคนแล้ว
(เบาะ ๆ ที่รู้จักปีนี้ก็ปาเข้าไป 4 คน อะไรกันเนี่ย ๆ)
ความจริงในใจอยากมีลูกมาก ๆ เลยล่ะ ไม่ต้องมีแฟนได้ไหมอ่ะ ข้ามไปมีลูกเลย 555
December 21 ปีใหม่&ปริญญาโทหลังจากที่ไปสมัครสอบเข้าปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ http://polsci.tu.ac.th/en/index.php
หลักสูตรบัณฑิตศึกษา http://www.grad.tu.ac.th/
เมื่อสองอาทิตย์ก่อน
แต่อีกเพียง 18 วัน ก็จะถึงวันสอบแล้ว (8 มกราคม 2548)
ความรู้ที่อยู่ในหัวมันพัวพันกันยุ่งเหยิงไปหมด
ต้องรื้อออกมาจัดระบบเสียใหม่
24 ธันวาคม 2548
ตอนแรกว่าจะไปหัวหิน แต่มันชนกับโปรแกรมที่ต้องไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
หรือจะจับปลาสองมือ
17-19 กุมภาพันธ์ 2549
ไปทัวร์ปราสามเขาพระวิหาร, พนมรุ้ง, สิงขรภูมิ, เมืองต่ำ ฯลฯ
21 กุมภาพันธ์ 2549
เปิดสมัครสอบเข้าโครงการบัณฑิตอาสา http://www.gvc.tu.ac.th/th/graduate_diploma_program.htm
ถ้าได้โครงการนี้ก็ดีสิ โต..แล้วต้องโต๋
โต...โต่...โต้...โต๊...โต๋ ครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า "โต๋" จำได้ว่ามาจากหนังเรื่อง "โต..แล้วต้องโต๋" (http://www.thaifilmdb.com/th/tt00354) ที่เข้าฉายเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่จำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นคำว่า "โต๋" มีความหมายว่าอะไร คาดว่าคงฮิป(HIP)และเป็น ที่นิยมของเด็กแนวในสมัยนั้นพอตัว
13 ปี ผ่านไปคำว่า "โต๋" กลับเข้ามากระแทกหูอีกครั้ง คำชักชวนที่แว่วเข้ามากระทบหูให้ไปดู "เด็กโต๋" หนังสารคดีของพี่น้องป๊อบ อารียา ชุมสายกับคุณนิสา คงศรี ในฐานะคนที่เคยไปออกค่ายอาสาฯ http://www.yimsiam.com/board/V70/index.asp?wbID=ptu_too ควรจะไปดูเพื่อรื้อลิ้นชักความทรงจำ.... บอกตามตรงว่าเฉย ๆ ไม่ตื่นเต้นแปลกใจสักเท่าไหร่ที่พี่น้องป๊อบกับเพื่อนสาวเกิดหันมาสนใจวิถีชีวิตเด็กน้อยชาวเขา เพราะช่วงปีสองปีที่ผ่านกระแสปันน้ำใจเพื่อชุมชนที่ยากไร้ได้ก่อตัวขึ้นและพัดหมุนเข้าไปสู่ทุกวงการ ต่อมาได้อ่านบทสัมภาษณ์และดูตามสื่อต่าง ๆ ที่เธอให้สัมภาษณ์ถึงต้นที่ทำให้เกิดเหตุ(หนังสารคดี)เรื่องนี้ คือการได้ไปเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับเด็กน้อยชาวเขาโดยการชักชวนของทีมงานนิตยสาร aday
หลังจากนั้นก็เกิดปิ๊งป๊ะต๊ะติ๊งโหน่ง (หรือที่เรียกว่า turning point จุดเปลี่ยน) ใจประทับอยากจะทำหนังที่เกี่ยวกับเด็กนัก เรียนชาวเขาสักเรื่อง โดยเธอให้เหตุผลที่หัวใจมาหยุดไว้ที่โรงเรียนบ้านแม่โต๋ว่า เพราะเขา(ครูและอาจารย์ที่โรงเรียน)ไม่ ขออะไร พวกเขาบอกว่าไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว!!! และบอกให้เธอเอาไปให้โรงเรียนอื่นที่เขาขาดมากกว่าที่แม่โต๋ดีกว่า ซึ่งเธอบอกว่าแตกต่างจากโรงเรียนอื่น ๆ ที่เจอหน้าเธอมักจะขอสนามกีฬา ห้องน้ำ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
ฟังแล้วก็มีหลายมุมให้เลือกมอง - เธอประทับใจคณะครูโรงเรียนบ้านแม่โต๋รู้จักและยอมรับว่าโรงเรียนของตนมีเพียงพอแล้ว - โรงเรียนอื่น ๆ ที่พี่น้องป๊อบเธอไปเจอนั้นเขาขาดแคลนและต้องการนำไปพัฒนาโรงเรียนจริง ๆ - เธอมองว่าโรงเรียนอื่น ๆ นั้นมีความต้องการเกินความขาดแคลนและนำไปพัฒนา
ด้วยเหตุผลในการเลือกโรงเรียนบ้านแม่โต๋นี่แหล่ะได้สะกิดให้เริ่มชำเลืองมองหนังสารคดีเรื่องนี้
ใครที่เคยไปออกค่ายอาสาฯ ตอนเรียนหรือทำงานคลุกวงในอยู่กับชุมชนชาวเขาหรือเรียกตามศัพท์แสงทางมานุษยวิทยา ได้ว่า "คนชายขอบ" (คนที่อยู่ชายขอบของสังคมจวนเจียนจะตกขอบ=คนเก็บขยะ, เพศที่สาม, คนติดเชื้อ HIV, คน เก็บขยะ ฯลฯ ถ้าอยากรู้มากกว่านี้หาอ่านได้จากหนังสือ คนชายขอบ ของ ดร.ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตระกูลหรือ http://www.geocities.com/middata/newpage11.html)
ส่วนใหญ่พอเห็นโรงเรียนบ้านแม่โต๋ในหนังแล้วมักจะ "ยี๊" กับความใหญ่โตมโหฬารของขนาดโรงเรียนที่ไม่ให้ความรู้สึก คุ้นเคยเป็นกันเอง ด้วยในมโนภาพของโรงเรียนที่ขาดแคลนและต้องการความช่วยเหลือที่ปรากฏในการบ่มเพาะ ประสบการณ์ "โรงเรียนมีครูหนึ่งคน ครูผู้เสียงสละตน" 1 อาคาร 1 โรงเรียน เป็นโรงเรียนในฝันของคนที่ทำค่ายส่วนใหญ่
December 19 นาฏกรรมชีวิต
โดยฝ่ายข้อมูลภาพ ที่ตั้งอยู่โต๊ะถัดจากฉันไม่เกิน 3 ก้าว
แต่เพียงผ่านไปแค่สองอาทิตย์นับจากการจากไกล
สุดท้ายญาติสายเลือดเดียวกัน เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก
แล้วเจ้าหน้าที่จะโทรกลับไปบอกผลที่บ้าน December 18 ปีกที่บินไม่ได้เป็นปีที่ทำให้รู้จักตัวเองจากมุมคนข้างนอก
ทำให้ได้เรียนรู้ว่า... การห่วงใยคนที่ยังไม่สนิท คือ ความไม่จริงใจ การทำให้เป็นรูปธรรม โดยที่ใจของเขาไม่ได้คิดเช่นนั้น ไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้อาลัยเลย ฯลฯ
สิ่งที่เราเคยทำและสอนน้อง คือ ไม่พูด โต ๆ กันแล้วให้รู้เองคิดได้เอง หรือไม่เร่ง ไม่บอก เพราะกลัวเป็นการกดดัน แต่ ณ วันนี้ เรากลับหักคำที่เราเคยสอนคนอื่น
คำที่มันลอยเข้ามา มันอาจจะไม่ได้หมายความถึงเรา แล้วถ้ามันลอยเข้ามาปะทะเรา ในเมื่อมันไม่ใช่ ก็น่าจะปล่อยให้มันลอยผ่านไป เก็บมาคิดทำไม เราพ่ายสายตา คำคน มัวแต่ไปพะวงคิด จนไม่มีผลของ "งาน" แล้วสุดท้ายคนที่ตาย คือ ตัวเรา...
ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเราเองทั้งนั้น ถ้าเราทำได้มันก็ไม่เป็นอย่างนี้ หากไม่มัวแต่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง เราคงไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นพร้อมทั้งจบชีวิตตัวเราเองแบบนี้
เราชอบการวิจารณ์ มันทำให้เกิดการพัฒนา เราเชื่อคนยาก แต่เรารับฟังทุกความคิดเห็น แต่เรากลับปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เหมือนกับการฆ่าตัวตาย อย่างคนที่พ่ายแพ้...
เริ่มเปิดให้คนอื่นบ้าง อย่าลำพองนักว่ามีคนรักและรู้จักตัวตนของเรามากพอแล้ว โดยไม่คิดจะเปิดตัวเองให้คนอื่นทำความรู้จักอีก คำว่า "เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราไม่ได้ทำอะไรอย่างที่คนอื่นเขาเข้าใจ ก็เพียงพอแล้ว" หรือ "มีคนที่รู้จักตัวตนของเรา รู้ว่าเราทำอะไรอยู่หรือรู้ว่าเราเป็นคนยังไง" มันอาจเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาตามมา...
จำไว้ อย่าเสียมาตรฐานการทำงานของตัวเองอีก เราต้องทำให้ได้อย่างที่เราเคยทำ งานเป็นสิ่งที่วัดคุณค่าในตัวเราเอง
แม้ปีนี้จะจบลงด้วยความบอบช้ำ อย่างแสนสาหัส.... แต่คนอย่างเราไม่ยอมแพ้อยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากเราไม่คิดจะทำ หากสิ่งใดที่เราทำแล้วมันออกมาไม่ดี สร้างความเดือดร้อน ไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์หรือช่วยเหลือผู้อื่นได้ เรายอมรับในการกระทำของเราเสมอ....
ต่อจากนี้ไปจะ "คิดมากในเรื่องที่ควรคิด" แกร่ง แต่อย่า กร้าว อ่อนโยน แต่อย่า อ่อนแอ
ลาก่อน ๒๕๔๘
"แม้ในวันที่พ่ายแพ้ ก็ยังมีสิ่งที่เราต้องเอาชนะ" พี่เสก จากหนังสือ เดินป่าเสาะหาชีวิตจริง
เธอนอนไม่หลับ ตั้งแต่ตี 4 ตื่นมากินยาแก้ปวดทุก 2 ชั่วโมง เธอบอกว่าฟันคุดกับหน้าหนาว ช่างเข้ากันอย่างกับขนมจีบซาลาเปา ช่วงนี้เธอสภาพจิตใจอ่อนแอ ผันแปรตามอากาศและปัจจัยบุคคลที่พบเจอ อยู่ดี ๆ ก็ร้องไห้ คล้าย ๆ นางเอกมิวสิกวิดีโอเพลงไทย ฉันบอกให้เธอพยายามเข้มแข็ง ลุกขึ้นมาเริ่มใหม่ให้ได้ 4 เดือน สำหรับความอ่อนแอที่เอ่อล้น มันควรอิ่มเต็มได้แล้ว เธอสั่นหัว พลางว่าความรู้สึกผิดยังตามติดเป็นเงาทุกก้าวที่ย่าง เธอพยายามลืม สายตา คำคน แต่มันยังตามมาหลอกหลอน เหมือนหนอนโออิชิ "เธอแคร์สายตา คำพูดและความรู้สึกของคนอื่นมากเกินไป" ฉันพร่ำบอก ให้เธอจับมันยัดเข้าไปในกล่องความทรงจำ ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป เธอยังมีพลังสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้อีกมากต่อมาก เธอพยักหน้ารับ แต่น้ำตาที่ยังไม่เหือดแห้ง กลับเอ่อคลอออกมา เฮ้อ..... ฉันเริ่มปวดฟัน....
|
|
|||||||
|
|